"ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟัง โดยความทุกข์ลำบากที่พระองค์ได้ทรงทน" ฮีบรู 5:8
พระเยซูไม่ได้หลีกเลี่ยงที่จะเจอปัญหา หรือความลำบาก ความทุกข์ต่างๆที่ต้องเจอในชีวิตของพระองค์ แม้พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ด้วยการอัศจรรย์ แต่พระเยซูยังต้องเข้าไปในการทดลองและผ่านแต่ละการทดลองนั้นไป
พี่น้องทีมงานที่รักทุกท่าน พวกเราก็ควรจะเอาแบบอย่างนี้คืออดทนต่อปัญหาและยอมรับว่าหลายครั้งพระเจ้าไม่ได้ให้การอัศจรรย์แก้ไขปัญหาในคริสตจักรของเรา แต่เพราะพวกเราค่อยๆ จัดระบบ ทำให้เป็นระเบียบ สิ่งนี้ได้แก้ไขปัญหาคริสตจักรและทำให้เราผ่านพ้นไปได้อย่างดีและเราเห็นแล้วว่าความอดทนของพวกเรานั้นทำให้เราได้พบการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ให้แก่พวกเรา
เอเฟซัส 4:16 "เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว ร่างกายก็จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก" และในโคโลสี 1:10 "เพื่อท่านจะได้ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า"
ใช่แล้วพระเจ้าไม่ได้ประพฤติแทนเรา แต่เราต้องประพฤติต่อพระเจ้าและทำตามแบบอย่างที่พระองค์ได้ทำไว้ด้วยเหมือนกัน เพราะเรามีความสามารถที่จะทนได้ สู้ได้ ผ่านได้ เพราะพระคริสต์สถิตอยู่กับเราและจะทรงให้กำลังแก่เราพอเพียงกับปัญหาที่เราต้องเผชิญ
"การทดลองที่พวกคุณมีนั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากที่คนอื่นมีหรอกครับ แต่พระเจ้านั้นซื่อสัตย์พระองค์จะไม่ปล่อยให้พวกคุณถูกทดลองจนทนไม่ไหว แต่พระองค์จะมีทางออกให้เพื่อพวกคุณจะทนได้" 1โครินธ์ 10:13 (ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)
Friday, December 10, 2010
Saturday, August 14, 2010
ความรู้ไม่พอต้องรู้จักพระเจ้า!
ในใจของพระเจ้านั้นเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเรา เรื่องนี้สำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องเอาใจใส่ และใคร่ครวญให้มาก เพราะชีวิตแต่ละวันของเราจะไม่มีควาหมาย และไม่มีค่าเลยถ้าเราจะอยู่โดยไม่รุ้ว่าตัวเองมีค่ามากขนาดไหน และเป็นที่รักของพระเจ้าขนาดไหน
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ความสามารถสูง การศึกษาและความรู้ที่ทันสมัยและก้าวไกลรวดเร็วแบบนี้ ถ้าเราต้องวิ่งเต้นเหน็ดเหนื่อยพยายามเพื่อจะได้มาซึ่งความสำเร็จ การมี การได้ อย่างที่ทุกคนต้องทำกัน ก็ไม่เห็นจะมีความแตกต่างอะไรระหว่างคนที่มีพระเจ้าและไม่มีพระเจ้า
เพราะฉะนั้นแล้ว หากวันนี้พวกเรานิ่งสักครู่หนึ่ง ใคร่ครวญถึงเหตุและผลที่พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์มา และทรงให้พระวจนะสอนสั่ง ทั้งให้พระวิญญาณคอยช่วยเหลือ ให้ดำเนินตามพระวจนะได้นั้น เพื่ออะไรกัน หากเราพร้อมจะเดินไปกับพระองค์ จับมือพระองค์ แน่วแน่ไม่ว่าจะยากลำบากก็จะทำตามพระคำของพระองค์ ขอพระวิญญาณคอยช่วยคอยเสริมเรี่ยวแรงให้ในแต่ละวัน
พระพรนานาประการ หลั่งไหลมาตามพระสัญญาแก่ผู้ที่รักและเชื่อฟังพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือของพระวิญญารบริสุทธิ์ก็จะนำเราก้าวสู่พระคุณซ้อนพระคุณ พระพรซ้อนพระพร โอกาสดีๆ คนดีๆ สถานที่ดีๆ จะมาถึงเราในทุกวันจะเป็นวันดีสำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นสุดที่รักของพระเจ้า ขอให้เราเหมือนมารีย์ที่จะนั่งอยู่ที่พระบาทของพระเยซูอยู่เสมอในแต่ละวัน ไม่ได้หมายความว่าให้นั่งอ่านพระคัมภีรืแช่อยู่เป็นชั่วโมง แต่หมายถึงให้ใคร่ครวญ ให้ไตร่ตรองถึงความรักของพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ของพระองค์สักหน่อย
ยกตัวอย่างเช่น โมเสสนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์เจอน้ำขมพระอธิษฐานพระเจ้าเปลี่ยนให้เป็นน้ำจืด นำเหตุการณ์นี้มาใคร่ครวญ ขณะที่นั่งรอรถเมล์ รถติดบนแท็กซี่ขี้เกียจประกาศ ก่อนนอน ตอนอาบน้ำ ใคร่ครวญอะไร ก็ใคร่ครวญว่าขนาดน้ำขมพระเจ้าทรงทำให้จืดได้ แล้วตอนพระเยซูเปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นน้ำองุ่นด้วย พระเจ้าที่สร้างเราสามารถทำอัศจรรย์ได้นะ แล้วอะไรต่อ..ให้ท่านขอการเปิดเผยจากพระเจ้าสำหรับท่านเองในวันนั้น เพราะพระเจ้าจะไม่ได้พูดกับทุกคนแบบเดียวกัน ในสถานการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญอยู่พระเจ้าก็จะบอกแบบเจาะจงสำหรับสถานการณ์ของท่าน
เพราะฉะนั้น ความรู้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราได้ก้าวไปสู่พระพรนานาประการได้เท่ากับ การได้รู้จักพระเจ้าจริงๆว่าพระองค์คือใคร และเราสามารถไว้วางใจได้จริงหรือ? นั่นต่างหากที่จะเปลี่ยนชีวิตของท่านและข้าพเจ้าทั้งหมดเลย ทีเดียว ณ จุดนี้
Tuesday, February 2, 2010
เมื่อพระองค์สถิตอยู่ด้วย
ของประทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเราได้รับจนถึงวันนี้คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใครที่ตระหนักถึงความจริงนี้ก็จะพบคุณค่าของการสถิตอยู่ของพระองค์ และถ้าใครตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นบุคคล เป็นพระเจ้า เป็นพระเยซูที่อยู่ในเรา นั่นจะเกิดความสนิทสนมกับพระเจ้าอย่างที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน...
จากความสัมพันธ์อันนี้จะทำให้เกิดพันธกิจที่มีมีฤทธิ์เดช สิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะว่าพระองค์สถิตอยู่กับเรา
"เราอยู่กับเจ้า" คือพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้แก่ผู้รับใช้ทุกคนของพระองค์ โมเสสได้ยินคำนี้เมื่อเผชิญการท้าทายในการนำคนอิสราเอลออกจาอียิปต์ (อพยพ 3.12) โยชูวาได้รับพระสัญญาข้อนี้เมื่อนำอิสราเอลเข้าสู่คานาอัน (โยชูวา 1.9) เมื่อกิเดโอนได้รับการทรงเรียก พระเจ้าทรงประทับตราการทรงเรียกนีัด้วยพระสัญญาเดียวกันนี้ (ผู้วินิจฉัย6.16)
ในพันธสัญญาใหม่ คำสัญญานี้มาถึงเราทุกคน (มัทธิว 28.19) เมื่อพระเจ้าเรียกร้องให้มนุษย์ทำในสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ เราจำเป็นต้องเข้าใจข้อนี้ก่อนว่า สิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์คือ การสถิตอยู่ของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมต่อเรากับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
นกบอกกับสมาชิกทุกคนว่า "พระองค์อยู่ในนกเพื่อประโยชน์ของนก แต่พระองค์อยู่เหนือนกเพื่อประโยชน์ของคุณ" การสถิตอยู่ของพระองค์ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอ
พระเจ้าไม่ต้องพยายามทำการอัศจรรย์ พระองค์ทรงอัศจรรย์อยู่แล้ว พระองค์ต้องพยายามที่จะไม่เป็นเช่นนั้นต่างหาก ถ้าพระองค์ทรงได้รับเชิญเข้าไปในเหตุการณ์หนึ่ง ให้เราทุกคนเชื่อได้เลยว่าไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นได้เลยนอกจากการอัศจรรย์เท่านั้นเอง !!
Sunday, January 10, 2010
ในพระองค์เรามีชีวิตอยู่
ด้วยว่า "เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์" ตามที่กวีบางคนในพวกท่านได้กล่าวว่า "แท้จริงเราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์" กิจการ 17:28
ในพระเยซูคริสต์ เราได้รับความรอด และในพระองค์เราได้พบสัญชาติของเราคือ เราเป็นเชื้อสายของพระเจ้า เราบังเกิดขึ้นจากพระเจ้าและได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายและบุตรสาวของผู้สูงสุด ชีวิตของพวกเราขยายชีวิต ความรัก น้ำพระทัยและความปรารถนาของพระเจ้าให้แผ่กว้างบนโลกนี้ งานของเราคือ ยอมให้พระคริสต์ดำเนินชีวิตของพระองค์ผ่านทางชีวิตของเรา
ข้อพระคัมภีร์นี้กำลังบอกว่า เรามีชีวิตและไหวตัวอยู่ในพระองค์ เราไม่สามารถแยกออกจากพระองค์ได้ ตามที่เราได้พูดบ่อยๆว่า "เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า"
เป็นพระเจ้าเองที่ทรงประทานฤทธิ์อำนาจให้แก่เราเพื่อจะมีชีวิต เคลื่อนไหว และเป็นอยู่อย่างที่เราเป็นนี้ โดยการเข้าสนิทกับพระเยซูนั้น เรามีชีวิต มีการตัดสินใจ และมีสภาพที่ไม่เหมือนใคร เราเป็นลูกของพระเจ้า ดังนั้นเราควรจะทำตัวให้สมกับเป็นลูกของพระองค์ ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูดหรือ การดำเนินชีวิต เราควรจะสำแดงให้โลกนี้เห็นลักษณะเด่นของที่เหมือน หรือคล้ายคลึงกันในครอบครัวของเรา พระเจ้าทรงปิติยินดีที่คุณบังเกิดใหม่ในครอบครัวของพระองค์ เราเป็นเหมือนลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นของพระองค์ เราถอดแบบมาจากพระองค์
Tuesday, January 5, 2010
อย่าท้อใจการเจิมจะสอนท่านเอง
การเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กับท่าน และไม่จำเป็นต้องมีใครสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิมนั้นได้สอนท่านให้รู้ทุกสิ่งและเป็นความจริงและไม่ใช่ความเท็จ การเจิมนั้นสอนท่านแล้วอย่างใด ท่านจงตั้งมั่นคงอยู่กับพระองค์อย่างนั้น 1ยอห์น 2:26-27
ข้อพระคัมภีร์นี้พูดถึงการเจิมและคำว่า "พระองค์" ในประโยคนี้ทำให้เรารู้ว่าการเจิมนั้นเป็นบุคคล การเจิมไม่ใช่ความรู้สึกซาบซ่าน หรือแสงสว่างที่สาดเข้ามาในขณะที่เราคุกเข่าอธิษฐาน การเจิมอยู่ภายใน อยู่ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเจิมคือบุคคล และแน่นอน พระองค์สอนทุกสิ่งที่เราต้องการรู้และเข้าใจได้
ขณะที่พวกเราเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์ในแต่ละวันนั้น ขอให้เราตระหนักอยู่เสมอโดยการอธิษฐานขอการเปิดเผยสำแดงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงเป็นเขียนพระคัมภีร์ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย ขอให้พระองค์เป็นผู้อ่านผ่านเรา จะตื่นเต้นและเข้าใจมากขนาดไหนเพราะคนอ่านและคนเขียนคือคนๆเดียวกัน
จะเป็นอย่างไรถ้าเราไปอ่านไดอารี่ของคนอื่นที่เขาบันทึกไว้เมื่อหลายสิบปีแล้ว เราคงไม่รู้อะไร และไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงที่มาที่ไปแต่ถ้าคนอ่านนั้นคือคนที่เขียน นอกจะจะจดจำได้ รายละเอียดทั้งหมดที่นอกเหนือจากที่บันทึกไว้เราก็จะเข้าใจมัน
ดังนั้นแล้ว ดิฉันขอหนุนใจพี่น้องทุกคนว่า การเจิมอยู่กับท่านและข้าพเจ้าแล้วฉันใด ขอให้ท่านได้เรียนรู้จักการเจิมนั้นให้มากเพราะไม่จำเป็นต้องมีใครสอนเรา หากเรามีพระวิญญาณซึ่งเป็นผู้ที่เขียนพระคัมภีร์สอนเราเอง คงจะดีกว่าใครทั้งหมดจริงหรือไม่ ? และขอให้เราตั้งมั่นอยู่ในการเจิมนั้น และการเจิม หรือพระวิญญาณสอนท่านอย่างไรก็ขอให้ท่านยึดมั่นไว้เช่นนั้นตลอดไปด้วย เพราะพระวิญญาณจะสอนเราอย่างเดียวกัน ดังนั้นแล้วเราจะเข้าอกเข้าใจพระเจ้ามากขึ้น และรักพระองค์มากขึ้น รวมถึงเราจะเข้าใจกันและกันมากขึ้น รักกันมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ในพระเยซูไม่ต้องแข่งกับใคร
ในโลกปัจจุบันมีการแข่งขันตลอดเวลา จนเราเองถ้าไม่ระมัดระวังก็เกือบลืมไปว่า “เราไม่ต้องไปแข่งกับเขา” เพราะเราได้รับทุกสิ่งที่เราต้องการเรียบร้อยแล้วผ่านทางพระเยซูคริสต์ !!
ในพระเยซูคริสต์นั้นมีทุกสิ่งที่เราต้องการ หน้าที่ของเราผู้เชื่อนั้นต้องนำคุณธรรมออกมาใช้ให้มากเพื่อจะเพิ่มเติมความเชื่อ 2เปโตร1:4-5 ได้บอกว่า พระองค์ได้ทรงประทานพระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่งแก่เรา เพื่อว่าด้วยเหตุเหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะพ้นจากความเสื่อมโทรมที่มีอยู่ในโลกนี้เพราะตัณหา และจะได้รับส่วนในสภาพของพระองค์ เพราะเหตุนี้ท่านจงอุตส่าห์สุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ....พี่น้องที่รัก ท่านได้รับส่วนในสภาพของพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านมีสุขภาพที่ดีแล้ว ท่านได้รับทุกสิ่งที่ขาดอยู่ ท่านมีพอเสมอและเหลือเฟือด้วย จากขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวเลี้ยงคนห้าพันเหลือเป็นสิบๆกระบุง ท่านเช่นเดียวกัน พระเยซุคริสต์ผู้นั้นทรงอยู่ในท่าน อยู่กับท่าน เพื่อจะเพิ่มเติมทุกอย่างที่ท่านมีเล็กๆน้อยๆ หรือแม้แต่จะไม่มีเลยก็ตาม
ปัญหาของคริสเตียนสมัยนี้คือ ลืมนำคุณธรรมออกมาเพิ่มความเชื่อ พวกเราต้องฉลาดและว่องไวเรื่องนี้ให้มากขึ้น เวลารถปาดหน้าก็ให้เอาคุณธรรมออกมาใช้ หายใจลึกๆ ร้องออกมาว่า “ยอม ข้ายอมทุกสิ่ง จะเชื่อฟังพระองค์ทุกอย่าง” เวลาสามีอารมณ์เสียใส่เรา หายใจลึกๆ ร้องในใจว่า “ไหลลงมา ลงมาให้ท่วมแผ่นดิน...” อะไรก็ตามที่กระตุ้นให้เราโกรธ อารมณ์เสีย หงุดหงิด หรือแม้แต่เพื่อนฝุงที่คอยเชื้อเชิญให้ไปดื่มไปกินในโอกาสต่างๆ หากสิ่งนั้นไม่ได้ช่วยให้พวกเขาได้รับความรอด ได้รับประโยชน์อะไรก็ควรปฏิเสธเขาไป เพราะนั่นจะทำให้ท่านมีความเชื่อเพิ่มเติมเข้ามาได้
จริงอยู่ความเชื่อเกิดขึ้นจากการได้ยินพระวจนะ แต่ข้อพระคัมภีร์นี้ได้บ่งชี้ว่ามีวิธีอื่นอีกที่จะทำได้ และนี่เป็นสิ่งที่เราอยากหนุนใจให้พี่น้องได้ฝึกฝนที่จะนำคุณธรรม สิ่งดีงาม สิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้ามาเป็นที่หนึ่งในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เช้าจรดเย็นของแต่ละวัน เพื่อท่านจะได้พ้นจากความเสื่อมโทรมของโลกปัจจุบันนี้ คือการแข่งขัน การชิงดีชิงเด่น แต่ท่านจะได้รับความโปรดปราน โอกาสดีๆวิ่งชนกันเข้ามาเรียงต่อหน้าให้ท่านเลือก และแน่นอนท่านจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ท่านจะพบกับสุขภาพที่เหนือธรรมชาติ ผลกำไรที่เกินคาด ความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดด อะไรต่อมิอะไรกลายเป็นอัศจรรย์ที่คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบ เพราะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทำให้เฉพาะพวกเราผู้เชื่อ!
ลองดูนะพี่น้อง แล้วท่านจะรับประสบการณ์ที่เรียกว่า “พ้นจากความเสื่อมโทรมของโลกนี้” อย่างแท้จริง!!
พระวิญญาณนำเราโดยสันติสุข
ยน 20:19 ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์ เมื่อสาวกปิดประตูห้องที่พวกเขาอยู่แล้วเพราะกลัวพวกยิว พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา และตรัสกับเขาว่า "สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด"
Shalom เป็นคำภาษาฮีบรู แปลว่า สันติสุข ( Peace )
ในพระคัมภีร์เดิม หมายถึงสภาพความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบสันติสุขจะเกิดขึ้นได้เมื่อมนุษย์มีชีวิตที่ถูกต้อง คือมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับมนุษย์ด้วยกัน และรวมถึงปฏิบัติต่อธรรมชาติที่ถูกต้องด้วย( ลอกมาจาก พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล หน้า ๒๘๒ กั๊บ ) มีครั้งหนึ่งฉันทะเลาะกันแม่ทางโทรศัพท์ และจบด้วยการสนทนาที่แย่กว่าที่คิดด้วยการระเบิดอารมณ์ใส่กัน ฉันไม่มีสันติสุขเลย ทำอะไรก็รู้สึกในใจหนักๆอย่างไรบอกไม่ถูกคิดว่าทุกคนมีประสบการณ์แบบนี้อาจจะแตกต่างกันไป
สิ่งที่ฉันต้องรีบจัดการคือขอพระเจ้าช่วยให้กำลังที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ฉันโทรศัพท์กลับไปและกล่าวขอโทษอย่างไม่ต้องหาเหตุผลว่าใครถูกหรือใครผิด แต่สิ่งที่ต้องคิดเสมอคือให้จิตใจนั้นเต็มด้วยสันติสุขก่อนแล้วทุกอย่างจะดีเอง
เมื่อพระเยซูตรัสกับสาวกว่า “สันติสุข” พระเยซูใช้คำว่า “ชาโลม” ซึ่งหมายถึงสุขภาพที่ดีของพระเยซูอยู่กับเขา พวกเขาตื่นเต้นเพราะเขาไม่เคยพบว่าพระเยซูป่วยเลยสักวันเดียว และแน่นอนเขายิ่งตื่นเต้นยิ่งขึ้นอีก เมื่อ “ชาโลม” แปลว่าการจัดเตรียมอย่างเหนือธรรมชาติอยู่กับพระองค์เสมอ เพราะพวกเขาพบว่าทุกครั้งที่พระเยซูต้องการเงิน เงินก็มีในปากปลา มธ.17.24-27 เมื่อพระเยซูต้องการเลี้ยงผู้คนมากมายก็ทรงทำได้ มก.6.34-44 และพระเยซูบอกว่า peace นี้ไม่เหมือนที่โลกนี้ให้ สันติสุขของพระเยซูคริสต์ที่ทรงมอบไว้กับเรานั้นจะเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตของเราได้ แม้เป็นพายุ แรงกล้าขนาดไหน Peace, be still แล้วลมทะเลก็ยังเชื่อฟัง สันติสุขของพระเยซูจึงต้องเป็นสิ่งที่เราควรเก็บรักษาไว้และดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัย เพื่อให้เราเต็มด้วยสันติสุขที่มาจากพระองค์
เกิดอะไรขึ้นเมื่อขอโทษคุณแม่แล้ว สันติสุขกลับคืนมา ฉันมีความสุขอย่างที่บอกไม่ถูกมันไม่เหมือนมีเงินมากหรือได้ช๊อปปิ้งมีเสื้อผ้า รองเท้าใหม่ มันคนแบบกันเลย แต่นั่นเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวที่ฉันต้องการ มันเป็นความสุขในส่วนลึกเหมือนได้เสพสิ่งเสพติดบางอย่างที่อยากจะทำอีก แต่สันติสุขนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของดิฉันเสียหาย ตรงกันข้าม ทุกคำอธิษฐาน และทุกความปรารถนา ล้วนมีความมั่นใจ เพราะดิฉันได้นำคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ ..
สันติสุข - ชาโลม
1. การจัดเตรียมที่อยู่เหนือธรรมชาติ Prosperity
2. การหายดี สุขภาพที่สมบูรณ์ Health
3. ความครบถ้วนบริบูรณ์ Completeness
นี่คือ "สันติสุข" ที่พระเจ้าแถมมาอยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์ ดำเนินชีวิตในสันติสุขแล้วจะพบว่าทุกสิ่งดีๆได้อยู่ภายในนั้นโดยเราไม่ต้องไปตะเกียกตะกายจะได้มา แต่มันถูกใส่มาแล้วภายในชีวิตของเรา ...
Subscribe to:
Posts (Atom)




